
เมื่อรู้ว่าหุ้นคืออะไรแล้ว คำถามต่อมาก็คือ ลงทุนหุ้น แล้วจะได้อะไร? เป็นอีกคำถามที่ง่าย แต่สำคัญครับ การบอกแต่เพียงว่า
ลงทุนหุ้นแล้วจะมั่งคั่งมากขึ้น จะมีเงินเพิ่มขึ้น อันนี้ดูจะเลื่อนลอยไปหน่อย นี่ก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องคุยกันยาวๆครับ
จะได้เอาให้เคลียร์
ผลตอบแทน 2 ประเภท ที่หุ้นจะให้
การลงทุนในหุ้นจะได้รับผลตอบแทนมา 2 แบบครับ คือ
1. ส่วนต่างจากราคาที่ขายลบกับราคาที่ซื้อ (Capital Gain) ยกตัวอย่างง่ายๆ ซื้อมา 10 บาท ขายได้ 12 บาท
กำไรก็คือ 2 บาท
2. จากเงินปันผล ซึ่งก็คือเงินที่บริษัทจัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้น เช่น
ประกาศผลประกอบการเสร็จ จ่ายปันผลหุ้นละ 1 บาท เราถืออยุ่ 100 หุ้น
เราก้ได้เงินเข้ากระเป๋า 100 บาท
เข้าใจที่มาของราคาหุ้น
ราคาที่ซื้อขายกันอยู่ในกระดานนั้น กำหนดมาจากตัวนักลงทุนในตลาดครับ
ถ้าหุ้นตัวหนึ่ง มีนักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาด “คิด” ว่ามันดี ราคาก็จะแพง
แต่หากหุ้นตัวไหน ที่นักลงทุนส่วนใหญ่ “คิด” ว่าไม่ดี ราคาก็จะถูก
สังเกตให้ดีๆนะครับ ผมกำลังพูดถึงราคานะครับ
อย่าคิดว่าความหมายมันจะเหมือนกับมูลค่านะครับ ราคากับมูลค่า
ความหมายไม่ได้เหมือนกันนะครับ
แล้วอะไรที่จะเป็นมาตรวัดของนักลงทุนในการ
“คิด” ว่าหุ้นนั้นดีหรือไม่ดีหล่ะ? คำตอบก็คือคุณภาพของบริษัทนั่นเองครับ
ถ้าพูดให้ลึกกว่านี้นี้หน่อยก็คือกำไรของบริษัททั้งในปัจจุบันและคาดการณ์ถึงอนาคตด้วย
เมื่อบริษัททำกำไรได้ ก็จะต้องมาตกลงกันว่า บริษัทจะเอากำไรไปทำอะไร
หากเอาไปลงทุนเพิ่ม แล้วสามารถสร้างกำไรให้เพิ่มได้อีก ผลที่ได้ก็คือ ราคาเพิ่มขึ้น
หรือเอากำไรไปปันแก่ผู้ถือหุ้นก็เป็นอีกทางหนึ่ง
กำไรในปัจจุบันก็หาเอาได้จากงบการเงินในช่วงนั้นๆซึ่งจะประกาศในทุกๆไตรมาสครับ
ส่วนกำไรในอนาคตก็สุดแท้จะคาดเดากันไป
โดยอาจดูจากข่าวที่ออกมาซึ่งหากมีข่าวออกมาในทำนองว่าบริษัทจะมีรายได้เพิ่มขึ้น
จะมีกำไรเพิ่มขึ้น หรือทิศทางบริษัทดีขึ้น
นักลงทุนก็อาจพากันแห่ซื้อด้วยความหวังที่ว่ามันจะดีขึ้น(สังเกตได้ว่า หากหุ้นตัวไหนมีข่าวค่อนข้างเยอะ
จะถูกพูดถึงเยอะ และมีการเคลื่อนไหวของราคาที่มากกว่าหุ้นที่ไม่ค่อยมีข่าว)
การดูผลการดำเนินการย้อนหลังบวกกับสภาพเศรษฐกิจแล้วคาดการณ์ถึงอนาคต
ซึ่งเหล่านี้จะเป็นการวิเคราะห์โดยใช้ปัจจัยพื้นฐาน
อารมณ์มา ราคาแกว่ง
สังเกตว่าผมใช้คำว่า “คิด” นะครับ
เพราะบางครั้งราคาหุ้นที่แพงเพราะผู้คนคิดว่าดีแล้ว
แต่พอเปิดเผยผลประกอบการออกมาหรือปัจจัยพื้นฐานไม่ได้ดีอย่างที่คนส่วนใหญ่คิด
ราคาหุ้นก็จะลดลง หรือหุ้นบางตัวที่ดูไม่มีอะไรจนนักลงทุน “คิด”
ว่าเป็นหุ้นที่ไม่ดี แต่พอเผยออกมาจริงๆ อาจเป็นหุ้นที่ดีมากๆ
ราคาก็ขึ้นพรวดพราดได้เหมือนกัน เหตุที่เป็นอย่างนี้มันมาจากการที่ราคาและมูลค่าที่ไม่เท่ากันนั่นเองครับ
ซึ่งเราสามารถใช้ช่องว่างตรงนี้ทำกำไรได้ โดยการประเมินมูลค่าหุ้นนั้นๆออกมาเพื่อดูว่ามูลค่าที่แท้จริงสูงกว่าหรือต่ำกว่าราคาปัจจุบัน
ตรงนี้เป็นจุดสำคัญที่สร้างเศรษฐีหุ้นมานักต่อนักแล้วนั่นเอง
เอาไว้คุยกันทีหลังครับ
หรือบางคนก็ลงทุนโดยอาศัยจิตวิทยาหรืออารมณ์ของนักลงทุน
เพื่อหาจังหวะเข้าซื้อ โดยไม่สนใจผลการดำเนินการหรือปัจจัยพื้นฐานมากนัก
อันนี้ก็จะเป็นการใช้ปัจจัยทางเทคนิคครับ
Capital Gain VS Dividend: ชอบแบบไหน แล้วแต่สไตล์
ส่วนคำถามที่ว่า ผลตอบแทนแบบไหนดีกว่ากัน
บางคนอาจจะคิดว่าปันผลดีกว่า เพราะได้เงินมาใช้หรือต่อเนื่องกว่า บางคนอาจบอกว่า Capital Gain ดีกว่า อันนี้แล้วแต่ครับ บางครั้งการไม่จ่ายปันผลแล้วนำกำไรไปลงทุนเพื่อสร้างมูลค่าให้แก่บริษัทได้มากขึ้น
สินทรัพย์อย่างหุ้นของเราก็จะมีราคาที่สูงขึ้น
หรือหากไม่คิดจะเอากำไรไปทำอะไรหรือเอากำไรไปลงทุนแล้วได้ไม่คุ้มเสีย
การจ่ายปันผลก็เป็นทางเลือกที่ดี
นอกจากนี้ขึ้นอยู่กับแนวทางของแต่ละคนครับ บางคนหากมีกระแสเงินสดเข้ามาเรื่อยๆ
รับความเสี่ยงได้ไม่มากนักการรลงทุนในหุ้นที่จ่ายปันผลสูงก็อาจจะเหมาะสม
แต่หากเรารับความเสี่ยงได้มาก แล้วไม่ได้ต้องการเงินสดเข้ามา
การลงทุนในหุ้นเติบโตที่ไม่ค่อยจ่ายปันผล เน้นเอากำไรไปลงทุนเพิ่มก็เป็นทางที่ดี
จบไปอีกหนึ่งบทเรียนครับ คราวนี้เหล่ามือใหม่ก็รู้แล้วว่า
ลงทุนหุ้นแล้วจะได้อะไรแล้ว ข้อสงสัยอีกข้อหนึ่งก็หายไปครับ
ส่วนที่ว่าจะตรวจสอบข้อมูลได้อย่างไรเพื่อดูว่าหุ้นนั้นดีหรือไม่ดี รอบทต่อไปครับ
http://time.com/money/4689984/safe-withdrawal-rate-retirement/
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น